People Power Party Fanclub

พรรคพลังประชาชนแฟนคลับ

PPPFanclub

กกต.เล็งหันพึ่งวัดพระแก้ว ช่วยขจัดซื้อเสียง

"ประชาราช-มัฌชิมา" ไปไม่รอดกลับมารวมเหมือนเดิม "กร" หน้าแตกหลัง "ประดิษฐ์" ปัด"รวมใจไทยฯ"ไม่คิดควบรวม จวก"บรรณวิทย์"ล้ำเส้น ด้าน"เสนาะ" เครียด "ประชัย" ขอคืนดี ขณะที่นายกฯรับหนักใจปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง กกต.เล็งพึ่งวัดพระแก้วช่วยขจัดซื้อเสียง

ที่บ้านพักของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ในซอยราชครู มีบรรดาแกนนำ 3 พรรค ได้แก่ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ตัวแทนพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายเสนาะ เทียนทอง และนายกร ทัพพะรังสี นายอร่ามอาชว์วัต โล่ห์วีระ นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ ตัวแทนพรรคประชาราช และ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ตัวแทนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ร่วมหารือกันราว 2 ชั่วโมง

ต่อจากนั้น นายกร ทัพพะรังสี รองหัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยว่า แกนนำพรรคประชาราช พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ตกลงที่จะมาร่วมทำงานการเมืองในนามพรรคการเมืองเดียวกัน เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งในวันที่ 21 ตุลาคม เวลา 11.00 น. แกนนำทั้งสามพรรคจะเปิดแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ทั้งนี้ นายประชัย อ้างว่า เหตุที่ดลใจให้ยุบรวมพรรคเป็นเพราะได้ไปพบภาพถ่ายที่ถ่ายคู่กับ พล.อ.ชาติชาย คิดว่าน้าชาติอยากให้ทุกคนมารวมกัน

เสนาะเครียดประชัยขอคืนดี

ขณะที่ นายเสนาะ เทียนทอง ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ตนรู้ตัวต้องมาประชุมเมื่อคืนที่ผ่านมาในตอนดึกๆ แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนาะมีอาการเครียด สูบบุหรี่มวนต่อมวน อยู่ตลอดเวลาที่นายกร แถลงข่าว ซึ่งหลังจากแกนนำเลิกประชุมก็ทยอยเดินทางกลับ ยังคงเหลือนายเสนาะนั่งสูบบุหรี่ โดยมีนายประชัยเข้าไปพูดคุยอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่นายประชัยออกจากพรรคประชาราชและกล่าวโจมตีอย่างรุนแรง และทันทีนายสมศักดิ์มาร่วมวง ทั้งสองก็เปลี่ยนเรื่องคุย

ทั้งนี้ นายกรได้พยามยามเดินสกัดไม่ให้ผู้สื่อข่าวสอบถามเบื้องหลังการประชุมกับใครทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการเลิกประชุม บรรดาแกนนำทุกคนต่างปฏิเสธให้สัมภาษณ์ โดยบอกเพียงว่า ในวันที่ 21 ตุลาคม เวลา 11.00 น. จะมีการแถลงข่าวอีกครั้งที่บ้านเมืองทองธานี ของนายเสนาะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดออกไปปรากฏว่าบรรดาแกนนำของพรรครวมใจไทยฯ ต่างไม่พอใจที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ มาแอบอ้างเป็นตัวแทนพรรครวมใจไทยฯ พร้อมทั้งระบุว่า ส่วนตัวของ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ยังไม่ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้วจะไปประชุมในนามของพรรคได้อย่างไร

ดันก้น"ประชัย"นั่งหัวหน้าทุกพรรค

นายการุณ ใสงาม กล่าวถึงการรวมพรรคว่าปัญหาแยกแล้วรวม รวมแล้วแยกนั้น เกิดขึ้นได้ทั่วโลก เมื่อมีเงื่อนไขหรือข้อขัดข้องบางประการ นโยบายที่ไม่เข้าใจกันหรือยุทธวิธีที่ต่างกัน แต่หากปัญหาเหล่านี้ข้างต้นได้รับการปรับให้เข้าใจกันหรือแก้ไขก็สามารถมาร่วมเพื่อต่อสู้ด้วยกันได้ หากว่าแยกกันแล้วเกิดความเสียหายต่อประเทศ ต่อประชาชนมากกว่าก็ควรจำเป็นเลือกที่รวมตัวกันดีกว่า

ส่วนเมื่อรวมพรรคกันแล้วผู้ที่เหมาะสมจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นายการุณ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันความจำเป็นสังคมไทยซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเร่งด่วนแก้ไข และมองความสามารถ ประสบการณ์ไม่มีใครเกินนายประชัย เพราะสามารถสร้างธุรกิจหลายแสนล้านบาท และยังติดอันดับเป็นผู้ค้าข้าวเปลือกรายใหญ่ของโลกด้วย ดังนั้น นายประชัย เทียบเคียงกับพรรคการเมืองอื่นก็ยังเหมาะสมกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองทุกคนตอนนี้

ส่วนระบุว่านายกร เหมาะสมกว่านายประชัย เพราะลดความขัดแย้งภายในพรรคได้ดีกว่านั้น นายการุณ ระบุว่า "หากพูดกรณีนายโสภณ เพชรสว่าง ก็ไม่มีความขัดแย้งเพราะให้ทั้งอำนาจจัดการเลือกตั้งเต็มที่ใน จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่เขามาในสภาพ" สื่อผืน หมอนใบ" แต่ที่ไปอยู่พรรคอื่นเป็นเรื่องความพึงพอใจซึ่งเราเห็นได้ว่าตอนเข้าพรรคเขาไม่มีใครมาด้วย และตอนไปไม่มีใครไปด้วย"

รายงานข่าวกล่าวว่า กรณีที่นายโสภณ เพชรสว่าง ลาออกไปสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ทราบว่านายการุณ ใสงาม พยามยามล็อบบี้นายประชัยหลายเรื่อง ทำให้สายของนายสมศักดิ์ไม่พอใจบทบาทของนายการุณมาก จนหลายคนเตรียมที่จะไปพบกุนซือของนายประชัยเพื่อให้จัดการบทบาทของนายการุณให้เสร็จสิ้น มิฉะนั้นอดีต ส.ส.หลายคนจะลาออกจากพรรคด้วย

เผย "กร" ลุ้นนั่งหน.พรรค

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดนายกร เผยเบื้องหลังการรวมพรรคว่า นายกรได้ประสานกับนายประชัย เพราะเห็นว่าหากปล่อยสถานการณ์ "มัชฌิมาธิปไตย" เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่เป็นผลดีกับนายประชัย และนายประชัยก็เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายกร กับนายประชัย มีความสัมพันธ์ที่ดีกัน ซึ่งเห็นได้จากครั้งที่ยังไม่มีการแยกออกมาจากพรรคประชาราชนั้น นายประชัย ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมที่จะสนับสนุนให้นายกรเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะมีความชัดเจนว่านักการเมือง-ธุรกิจ จากพรรคพลังประชาชน และพรรครวมใจไทย จะมาร่วมงานกับพรรคด้วย ดังนั้น คาดว่านายประชัย มองจุดแข็งของตัวเองเรื่องกระเป๋าเงินพรรคเปลี่ยนไป เพราะหากทุกคนในพรรคมีส่วนร่วมจ่ายด้วย จึงไม่น่ามีปัญหาเรื่องนายประชัย ดึงดันเป็นหัวหน้าพรรค อย่างไรก็ตาม ทางพรรคคงจะให้นายเสนาะ นำทีมสู้ศึกในช่วงการเลือกตั้งไปก่อน ต่อจากนั้นค่อยมาพิจารณากันอีกครั้ง

รายงานข่าวจากคนใกล้ชิดนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าทั้ง 3 สาย คือ สายพรรคประชาราช สายนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และสายนายสมศักดิ์ ยอมรับเงื่อนไขกลางกันได้ทั้งหมดแล้ว แต่พรรคประชาราชจะมาร่วมงานกับพรรคมัชฌิมาธิปไตยกี่คนนั้นก็แล้วแต่ทางนั้นจะตัดสินใจ เพราะพวกตนยืนยันว่าต้องใช้ชื่อพรรคมัชฌิมาธิปไตยต่อไปเท่านั้น ส่วนหัวหน้าพรรคก็ต้องเป็นนายประชัย เลขาธิการพรรคต้องเป็นนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน

"เชียรช่วง"เลขาฯ ปชร.1 วันถอนตัวแล้ว

ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ในรายการเมืองไทยสุดสัปดาห์ เอฟเอ็ม 98 เมกะเฮิรตซ์ ก่อนที่นายเสนาะจะไปประชุมกันที่บ้านพักซอยราชครูว่า "ตอนนี้นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ได้ถอนตัวจากการเป็นเลขาธิการพรรคประชาราชแล้ว แต่ยังเป็นสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคอยู่ ส่วนจะลงเลือกตั้งหรือไม่ต้องดูอีกครั้ง ซึ่งนายเชียรช่วง ระบุว่ายังเป็นกรรมการหลายที่ จึงไม่พร้อมรับตำแหน่งนี้ แต่ไม่ได้ขัดแย้งกัน และตอนนี้ก็กำลังหาคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่นี้ เพราะผมไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่ทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น"

เมื่อถามว่านายเชียรช่วง เป็นคนสนิทของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ งานนี้เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กันใหม่หรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า นายเชียรช่วงเป็นคนดีและไม่ใช่กระเป๋าเงินแน่นอน ทราบภายหลังว่านายเชียรช่วงสนิทกับนายประชัย แต่คนทาบทามนายเชียรช่วงให้มาพรรคนี้ คือนายกร ส่วนนายประชัยนั้น ก็รักกันดี เพราะไม่มีอคติกับใคร

ทั้งนี้ นายเสนาะ กล่าวถึงอดีต ส.ส.ย้ายพรรคและขายตัวคนละ 35-40 ล้านบาท ว่าให้สังเกตว่าหากกลุ่มใดเปิดพรรค คนพวกนี้ก็ไปร่วมงานและสร้างราคาค่าตัว และตนเคยนั่งประชุมกับผู้สมัคร ส.ส.ก็มีโทรศัพท์ติดต่อก็ได้ยินว่าพรรคนั้นเสนอราคาให้เยอะขึ้นด้วย การเมืองมันเปลี่ยนไปเดี๋ยวนี้ไม่มียางอาย

"ประดิษฐ์"ปัดควบรวมชี้"บรรณวิทย์"ล้ำเส้น

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า ได้รับโทรศัพท์จาก นายกร ทัพพะรังสี รองหัวหน้าพรรคประชาราชจริง แต่ไม่ได้ตอบรับการควบรวมพรรค เป็นเพียงการทึกทักไปเองของนายกรเท่านั้น

"พรรครวมใจไทยฯ เนื้อหอม ไม่ว่าใครก็จะอ้างว่าชวนพรรคนี้ไปร่วมงานกันเมืองด้วยเสมอ ผมยืนยันว่า พรรคทำงานการเมืองและเดินหน้ามาถึงขั้นนี้แล้วก็จะเดินหน้าต่อไป ฉะนั้น จะไปรวมกับพรรคอื่นๆ ทำไม"

ส่วนกรณี นายกร ทัพพะรังสี แถลงข่าวภายหลังการหารือกับตัวแทนของ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาราช มัฌชิมาธิปไตย และรวมใจไทยฯ โดยมี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ อ้างเป็นตัวแทน ประกาศส่งผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคเดียวกันนั้น นายประดิษฐ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า ต้องไปถามคนที่ให้สัมภาษณ์ และ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เพราะเรื่องนี้พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจาก พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ไม่ได้เป็นกรรมการบริการพรรค หรือคณะผู้บริหารพรรค หรือแม้แต่สมาชิกพรรค ซึ่งสามารถตรวจสอบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้

"การจะไปรวมกับพรรคใดขึ้นอยู่กับมติของกรรมการบริหารพรรค หากใครจะหยิบไปพูดแล้วไม่เป็นความจริงคนคนนั้น ก็จะเสียเครดิตทางการเมืองไปเอง" นายประดิษฐ์ กล่าว

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยฯ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อ้างว่าเป็นตัวแทนพรรครวมใจไทยฯ ไปร่วมประชุมกับพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคประชาราชในการรวมพรรคกัน ว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หรือตัวแทนพรรคไปหารือในครั้งนี้ เพราะพรรคไม่มีมติที่จะส่งใครไปร่วมประชุมกับพรรคอื่นๆ

ที่ผ่านมา พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เคยมาร่วมประชุมกับพรรครวมใจไทยฯ จริง แต่เป็นการมาร่วมประชุมในฐานะตัวแทนของกลุ่มชาติพัฒนาเท่านั้น ซึ่ง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ใกล้ชิดกับคนสนิทของนายประดิษฐ์ และคนคนนี้มักจะอ้างว่าเป็นฝ่ายประสานงานกับกลุ่มต่างๆ และดำเนินการในนามของนายประดิษฐ์ จนแกนนำพรรคหลายคน โดยเฉพาะในสายของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่พอใจ ซึ่งนายประดิษฐ์ไม่ได้ดำเนินการใดๆ จนตอนนี้แกนนำพรรคบางคนอาจจะลาออกไปสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดินแล้วด้วย

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การรวมทุน หรือรวมพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ง่ายต่อประชาชนที่จะเลือกตั้ง เพราะแค่จำนวนพรรคก็เหนื่อยแล้ว ส่วนกรณีที่กลุ่มอำนาจเก่าจะรวมตัวกันอีกครั้งหรือไม่นั้น ก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรคที่จะแสดงจุดยืนของตัวเอง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาราชนั้นหากไปด้วยกันได้ก็พร้อมที่จะพูดคุย หรือปรึกษาหารือกัน เพราะพรรคมีแนวทางมีจุดยืนเหมือนกัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดที่แล้ว

เพื่อแผ่นดินเตรียมจัดการระดมทุน

นายวชิรมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงว่า เนื่องจากมีหลายฝ่ายออกมาชมว่า พรรคเพื่อแผ่นดินร่ำรวย ใช้เงินดูด ส.ส.ถึงคนละ 30-40 ล้านบาท จึงเป็นห่วงว่าคนเหล่านั้นจะกลายเป็นคนพูดปด ทางพรรคจึงมีกำหนดจัดงานระดมทุนหาเงินเข้าพรรคในวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ราชนาวิกสภา โดยจะมีเก้าอี้เพียงแค่ 100 ที่นั่งเท่านั้น ราคาที่นั่งละ 1 ล้านบาท หากนักธุรกิจรายใดจะบริจาคมากว่า 1 ล้านบาท ทางพรรคก็ยินดี มั่นใจว่าจะขายบัตรได้ทั้งหมด

เมื่อถามถึงความชัดเจนของกลุ่ม นายโสภณ เพชรสว่าง ที่ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ตอนนี้แน่นอนมีแต่นายโสภณเพียงคนเดียว ที่เหลืออยู่ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน และมีอีกหลายคนจากหลายพรรคที่สนใจ ซึ่งจะทยอยเปิดตัวด้วย

นายกฯชี้ขายเสียงปรบมือข้างเดียวไม่ได้

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ "เปิดบ้านพิษณุโลก" ถึงเรื่องการป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงว่า หนักใจเรื่องการซื้อสิทธิ ขายเสียงมาก เพราะว่าวิธีการต่างๆ เกือบจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่เป็นความเคยชินในวิถีทางทางการเมืองของเราว่า จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากใจ

"ภาครัฐทำอย่างเดียว ก็คือ เรามีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ แต่ว่าผู้ที่จะต้องให้ความร่วมมือ คือ พี่น้องประชาชน และพรรคการเมือง นักการเมือง อย่างที่พูดกันคือว่า ในการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นเหมือนกับการตบมือ ต้องมีสองด้านถึงจะเกิดผล ถ้าประชาชนไม่ร่วมมือ นักการเมืองไปทำอย่างเดียวก็ไม่ได้ หรือถ้านักการเมืองไม่ทำ ประชาชนก็จะไปทำคนเดียวก็ไม่ได้ ฉะนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของความร่วมมือ" นายกฯ กล่าว

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวถึงการสรรหานักการเมืองที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองว่า กระบวนการคัดสรรอันนี้ก็เป็นหน้าที่ร่วมกัน หมายถึงว่า มีบรรยากาศทางการเมืองที่ดี และพรรคการเมืองเองก็มีส่วนที่จะคัดสรรนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ เป็นคนที่มีคุณภาพขึ้นมา เราก็จะสามารถที่จะหาบุคคลซึ่งมาทำงานการเมือง และบริหารบ้านเมืองของเราต่อไปข้างหน้าได้

อย่างไรก็ตาม หากการเมืองยังวนเวียนอยู่ในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดความด่างพร้อย มีการป้ายสีกันไป ป้ายสีกันมา สาดโคลนกัน เป็นศัพท์ที่ใช้กันทางการเมือง ตนก็คิดว่าคงอยู่ในบรรยากาศเก่าๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่หากว่าเราค่อยๆ ปรับ และมีคนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ซึ่งคิดว่ามี เราก็จะได้ผ่านพ้นห้วงเวลาเหล่านั้นไปได้

กกต.ปิ๊ง!คุมทุจริตเลือกตั้งพึ่งวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดการประชุมชี้แจง “เตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550” โดยมี กกต.จังหวัด และผู้อำนาวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ร่วมประชุม

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวตอนหนึ่งว่า วาระแห่งชาติการที่รัฐบาลประกาศเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง เกิดจากการผลักดันของ กกต.เอง เนื่องจากเราเห็นว่า แค่ศักยภาพของ กกต. ไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ส่วนกรณีมองว่า กกต.ถูกแทรกแซงการทำงานนั้น หากไม่มีการคุย หรือแยกกันทำ ก็จะเกิดปัญหางานซ้ำซ้อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปอยู่ภายใต้รัฐบาล

เลขาฯ กกต. แสดงความเป็นห่วงว่า จะจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม จัดอย่างไรไม่ให้เกิดม็อบบุกมาเผา กกต. ดังนั้น งานมวลชนสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ และต้องยอมรับว่า ก่อนที่ กกต.ชุดนี้จะเข้ามาภาพลักษณ์ของ กกต. อยู่ก้นเหว เมื่อปรับปรุงก็ดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ปากเหว การจัดประชามติเราก็สอบผ่าน แต่ก็เหมือนสอบมิดเทอม การเลือกตั้งเป็นการสอบไฟนอล และเราต้องทำเรื่องการป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง

นายสุทธิพล ยังกล่าวถึงผู้ที่ตำหนิ กกต. เรื่องการแบ่งเขตว่า เขามาตำหนิเรา และบอกว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบสัดส่วนต้องคำนึงถึงวัฒนธรรม อยากถามว่า คนที่บอกอย่างนั้นอ่านกฎหมายหรือไม่ เพราะเขามีข้อกำหนดอยู่เรื่องจำนวนประชากร เรื่องพื้นที่ เรื่องห้ามตัดแบ่งจังหวัด หากจะตำหนิต้องตำหนิคนเขียนกฎหมาย

พร้อมกันนี้ นายสุทธิพล ยังเสนอแนวคิดเขตพื้นที่ปลอดการซื้อสิทธิขายเสียง และคำขวัญ “ใสสะอาด ปราศจากทุจริต เร่งใช้สิทธิเลือกตั้ง” ทุกวันนี้นักการเมืองยังย้ายพรรค ควบรวมพรรค แต่ตนจะไปถามพรรคในที่ประชุมพรรควันจันทร์ที่จะถึงนี้ว่า จะไปแก้ปัญหาการซื้อเสียงอย่างไร หากสามารถไปดึงหัวหน้าพรรคมาดื่มน้ำสาบานที่วัดพระแก้ว ก็จะเป็นการดี และถ้าทางจังหวัดสามารถทำให้ผู้สมัครมาสาบานตนได้ก็ให้ลองดู เพราะอย่างน้อยก็จะได้ผลทางจิตวิทยา หรือมีวิธีการอย่างไรก็ขอให้ทำ

แบ่งเขตเลือกตั้ง157เขตเรียบร้อยแล้ว

เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต 45 จังหวัด ว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาเสร็จสิ้นทั้ง 45 จังหวัดไปแล้ว เมื่อคืนวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนที่จะให้ประธาน กกต.ลงนาม โดยยืนยันว่า ทั้งการจัดแบ่งเขตสำหรับ ส.ส.ระบบสัดส่วน และ ส.ส.ระบบเขต กกต.ได้พิจารณาตามกรอบของกฎหมาย และผ่านการรับฟังความคิดเห็น จากทั้งพรรคการเมืองและประชาชน อย่างไรก็ตาม ในการแบ่งเขตอาจจะไม่ถูกใจพรรคการเมือง แม้ว่า กกต.ก็ไม่สามารถจะทำให้เป็นที่พอใจสำหรับทุกพรรค แต่ขอยืนยันว่าไม่มีเป้าหมายที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองใด และยืนยันว่าได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายรอบด้านยังไม่มี ส.ส.ไร้กฎหมายห้ามควบรวมแต่ย้ายพรรคง่ายกว่า

นายอภิชาต ประธาน กกต. เปิดเผยภายหลังการประชุมแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบเขตเลือกตั้ง 157 เขต ที่ต้องมีการแบ่งใหม่ 45 จังหวัด ว่า ในการพิจารณาได้เรียกผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดที่ต้องมีการแบ่งเขตใหม่ มาชี้แจงถึงเหตุผลในการเสนอรูปแบบการแบ่งเขตทั้ง 3 รูปแบบ รวมทั้งชี้แจงเหตุผลเพื่อหักล้างประเด็นต่างๆ ที่มีผู้ร้องคัดค้าน ทั้งนี้ หากไม่รวม จ.ลพบุรี 2 เขตเลือกตั้ง ที่ กกต.ประกาศแบ่งเขตไปแล้วก่อนหน้านี้

20 ตุลาคม 2550 21:19 น.
คมชัดลึก

Share

แสดงความเห็นต่อกระทู้นี้

About

PPPFanclub PPPFanclub created this social network on Ning.

Create your own social network!

ลิ๊งค์เพื่อนบ้าน

ดนตรี

Loading…

ข่าวการเมือง

© 2009   Created by PPPFanclub on Ning.   Create Your Own Social Network

Badges  |  Report an Issue  |  ความเป็นส่วนตัว  |  Terms of Service